ASEAN : Home of Organic

ผ่านพ้นกันไปแล้วเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 กับเวทีสัมมนาวิชาการ Organic Symposium 2017 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานมหกรรมสินค้าออร์แกนิค  Organic & Natural Expo 2017 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์  สำหรับเวทีสัมมนาวิชาการในปีนี้ยังคงมีองค์ปาฐกคนเดิมกับปีก่อน คือ Mr.Markus Reetz , Executive Director แห่ง NurnbergMesse GmbH บริษัทผู้จัดงาน BIOFACH งานแสดงสินค้าด้านเกษตรอินทรีย์นานาชาติ ได้ให้เกียรติขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “โอกาสของสินค้าอินทรีย์ในอาเซียนสู่ตลาดโลก” และต่อด้วยเวทีการเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาสินค้าอินทรีย์ในอาเซียน” โดยผู้ร่วมเสวนาที่มีบทบาทสำคัญในแวดวงเกษตรอินทรีย์ของประเทศต่างๆ ในอาเซียน

 

ปาฐกถา “โอกาสของสินค้าอินทรีย์ในอาเซียนสู่ตลาดโลก”

มิสเตอร์มาร์คัส รีทซ์ ได้อธิบายให้เห็นถึงภาพรวมขบวนการเกษตรอินทรีย์ของโลกในปัจจุบัน ตามข้อมูลในปี 2558 สัดส่วนพื้นที่เพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ของโลกยังมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับพื้นที่เพาะปลูกแบบเคมี ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มในการบริโภค ทำให้ยังมีพื้นที่ของการเติบโตของเกษตรอินทรีย์ของโลกอีกมาก ส่วนภูมิภาคอาเซียนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนจากการเพาะปลูกแบบเดิมมาสู่การทำเกษตรอินทรีย์ และมีศักยภาพอย่างมากในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตัวเลขการเติบโตของพื้นที่การทำเกษตรอินทรีย์ในปี 2014-2015 ทวีปเอเชียมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 11 % ในปี 2558  ภูมิภาคอาเซียน มีการทำเกษตรอินทรีย์เป็นพื้นที่กว่า 513,000 เฮกตาร์ มีผู้ผลิตกว่า 197,000 ราย โดยมีประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีพื้นที่ทำการทำเกษตรอินทรีย์มากที่สุดคือ ร้อยละ 46 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของประเทศ รองลงมาคือ อินโดนีเซีย เวียดนามและประเทศไทยที่ อัตราร้อยละ 26 ร้อยละ 15 และร้อยละ 9 ตามลำดับ แต่การทำเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียนยังเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเป็นหลัก โดยมีสหรัฐอเมริกาและประเทศในกลุ่มยุโรป เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ  นอกจากนั้นเป็น จีน แคนาดา สวิส และอื่นๆ ในส่วนของการตลาดระดับสากลมีผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์จากประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และกัมพูชาที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าด้านเกษตรอินทรีย์นานาชาติ BIOFACH ที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งถือเป็นการรับรองว่าผู้ผลิตที่ได้รับการคัดเลือกนั้นมีมาตรฐานคุณภาพสินค้าอินทรีย์ที่สูงตามหลักเกณฑ์ของ BIOFACH และสรุปภาพรวมตลาดโลกแล้ว อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์ ยังมากกว่า อุปสงค์ ดังนั้นภาครัฐและหน่วยงานเอกชนของประเทศต่างๆในกลุ่มอาเซียนจึงควรให้การสนับสนุนผู้ผลิตและผู้ค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคนี้เพื่อสร้างผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์หน้าใหม่ให้เข้ามาในธุรกิจการเกษตรในภาคนี้ให้มากยิ่งขึ้น

ในตอนท้ายของการปาฐกถา Mr. Markus Reetz ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดของสินค้าและบริการอินทรีย์ว่า สังคมทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมของผู้สูงอายุ และคนรุ่นใหม่จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความต้องการในการบริโภคสินค้าที่ผลิตโดยไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อสุขภาพ ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการจึงควรคำนึงถึงการแนวโน้มที่สำคัญนี้ และจะต้องค้นหาความต้องการที่แท้จริงและตอบสนองให้ตรงตามความต้องการนั้น เป็นธุรกิจอาหารเพื่อความยั่งยืนและส่งต่อสิ่งที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป

เวทีเสวนา “การพัฒนาสินค้าอินทรีย์ในอาเซียน”

ผู้เข้าร่วมเวทีการเสวนานี้ ล้วนเป็นผู้มีมีบทบาทสำคัญในแวดวงเกษตรอินทรีย์ของประเทศต่างๆ ในอาเซียน ได้แก่ คุณวิฑูรย์ ปัญญากุล กรรมการสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย, Mr. Sebastian Saragih ประธาน Indonesia Organic Alliance (IOA) ประเทศอินโดนีเซีย, Ms. Girlie Sarmiento, ผู้ประสานงานโครงการ Organic Producer & Trade Association Philippines, INC. ประเทศฟิลิปปินส์ และ Mr. Ong Kung Wai ผู้อำนวยการ Organic Alliance Malaysia (OAM) ประเทศมาเลเซีย ทำให้การเสวนาครั้งนี้เป็นการขยายภาพของเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียนให้เห็นอย่างชัดเจนขึ้น  โดยในช่วงแรกผู้เข้าร่วมแต่ละท่านได้ให้มุมมองของภาคส่วนเกษตรอินทรีย์ในประเทศตนเอง

Mr. Sebastian Saragih จาก Indonesia Organic Alliance ได้อธิบายภาพรวมสถานการณ์ตลาดสินค้าอินทรีย์ในประเทศอินโดนีเซีย พื้นที่เพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตผลได้แก่ กาแฟ น้ำผึ้งป่า น้ำมันมะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ ข้าว น้ำตาลมะพร้าว มังคุด สละ น้ำตาลจากน้ำมันปาล์ม และโกโก้ ตามลำดับ ตลาดสินค้าอินทรีย์ในปีนี้มีอัตราการเติบโตถึง 11% แต่สินค้าอินทรีย์ยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญของประเทศ  ในด้านการสนับสนุนจากภาครัฐมียังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรโดยรวม ไม่ได้เฉพาะเจาะจงเกษตรอินทรีย์ และยังมีข้อจำกัดว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยการรวมตัวรวมกลุ่มเพื่อให้มีปริมาณมากพอในการทำการตลาด หรือในด้านการรับรองเกษตรอินทรีย์ก็ตามล้วนมีต้นทุนที่สูง

Mr. Ong Kung Wai ผู้อำนวยการ Organic Alliance Malaysia กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของเกษตรอินทรีย์ในประเทศมาเลเซีย ในอดีตตั้งแต่ทศวรรษ1990 คนรู้จักเกษตรอินทรีย์น้อยมาก คนริเริ่มทำงานด้านเกษตรอินทรีย์จะต้องอธิบายแทนเกษตรกร แต่ปัจจุบันเกษตรกรสามารถอธิบายข้อมูลได้ด้วยตัวเองแล้ว ในด้านระบบการรับรอง มี National Program ของมาเลเซียเอง ที่เกษตรกรไม่เสียค่าใช้จ่าย  ส่วนในด้านการตลาดเมื่อปี 2000 สินค้าค่อนข้างหาซื้อได้ยาก และใช้วิธีประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก  ปัจจุบันหาซื้อได้ง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ต ในส่วนของพฤติกรรมผู้บริโภคและผู้ผลิตสินค้าออร์แกนิคมีส่วนที่เป็นคนหนุ่มสาวมากขึ้น มีการตื่นตัวเกี่ยวกับสุขภาพและบริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์ ปราศจากสารเคมีและสิ่งปรุงแต่ง ซึ่งกลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านี้ จะเป็นผู้ที่พัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

Mrs. Girlie Sarmiento ผู้ประสานงานโครงการของสมาคมผู้ผลิตและการค้าเกษตรอินทรีย์ประเทศฟิลิปปินส์ ได้อธิบายถึงสถานการณ์เกษตรอินทรีย์ในประเทศฟิลิปปินส์ว่า ในยุคก่อนผู้บริโภคยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์  ปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคมากขึ้น แต่ผู้ผลิตยังมีความยากลำบากในการเข้าสู่ตลาด เพราะราคาสินค้าค่อนข้างสูง ภาครัฐจึงได้ให้การสนับสนุนโดยให้ตั้งศูนย์การค้าเกษตรอินทรีย์ขึ้น 13 แห่งทั่วประเทศให้เกษตรกรสามารถมาวางขายสินค้าได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เริ่มมีบทบาทในการส่งเสริมให้ชุมชนทำการผลิตเกษตรอินทรีย์  ส่วนของอุปสรรคการพัฒนาเกษตรอินทรีย์คือเรื่อง สิทธิในการครอบครองที่ดิน การไม่มีที่ดินเป็นของตนเองทำให้ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์  ส่วนการรับรองโดยบุคคลที่ 3  นั้นมีต้นทุนสูง และในฟิลิปปินส์มีหน่วยตรวจรับรองเพียงบริษัทเดียวและเน้นที่การส่งออก  คิดว่าระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ Participatory Guarantee System (PGS) น่าจะทำให้เกษตรกรเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น

คุณวิฑูรย์ กรรมการสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย ได้ให้ภาพของเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย โดยย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เกษตรอินทรีย์ยังไม่เป็นที่รู้จักในประเทศไทยเลย  แม้ในปัจจุบันก็มีข้อสังเกตว่ามุมมองของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์อินทรีย์คือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารเคมี ซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง  ในความเห็นของคุณวิฑูรย์ สินค้าอินทรีย์มาจากระบบการเพาะปลูกหรือการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่เพิ่มขึ้นในบริบทของสังคมปัจจุบันภายใต้การผลิตที่ชาญฉลาด

ภาพรวมเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยยังมุ่งเน้นการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งในแบบอินทรีย์และแบบทั่วไป สินค้าหลักคือ ข้าวหอมมะลิ พืชผลอีก 5 ชนิดเช่น กาแฟและมะพร้าว เป็นต้น และเมื่อไม่นานมานี้ มีการรับรองมาตรฐานคุณภาพต้นยางอินทรีย์เป็นครั้งแรก เพื่อใช้ในการผลิตรองเท้า กว่าร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์อินทรีย์ของไทยถูกส่งออกไปยังตลาดยุโรป ในขณะเดียวกันการเติบโตของตลาดภายในประเทศก็เพิ่มสูงขึ้น  แนวโน้มผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าอินทรีย์ที่เป็นคนหนุ่มสาวเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านการรับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ส่วนใหญ่จะดำเนินการและตรวจสอบโดยหน่วยงานต่างประเทศ ในขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์, อินโดนีเซียและมาเลเซียได้ประกาศข้อกำหนดของฉลากผลิตภัณฑ์อินทรีย์และกฎระเบียบด้านการรับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ซึ่งสร้างความยากลำบากให้กับผู้ผลิตรายย่อย เพราะการขายสินค้าอินทรีย์ภายใต้ระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ถือว่าผิดกฎหมาย  แต่ในส่วนของประเทศไทยยังไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับฉลากสินค้าเกษตรอินทรีย์เนื่องจากยังคงเป็นระบบเสรี  โดยให้ผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตให้การรับประกันสินค้าและระบบการผลิตของตนเองได้ ส่วนในด้านระบบการตรวจรับรอง ในระดับมาตรฐานสากลเรามีองค์กรตรวจรับรองที่เป็นองค์กรเอกชนของไทย เป็นองค์กรหนึ่งเดียวในอาเซียน  สามารถให้การรับรองผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการสินค้าอินทรีย์ให้สามารถเข้าถึงตลาดยุโรปแคนาดาและสหรัฐอเมริกาได้ และสามารถให้การรับรองผู้ประกอบการจากประเทศอื่นได้ ส่วนโปรแกรมตรวจรับรองระดับชาติมีแล้วแต่ยังไม่มีการบังคับ  นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบการตรวจรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS ขึ้นมาด้วย

ความท้าทายในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน

คุณวิทูรย์ อุปสรรคและความท้าทายที่ผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียนต้องเผชิญหน้าเหมือนๆ กัน คือ การรับรองคุณภาพและมาตรฐานสินค้า  ความต้องการในตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นแต่ขาดแคลนเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ  ในประเทศไทยมีคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น  โดยภาพรวมแล้วคนที่ทำธุรกิจจะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่เกษตรกรจะเป็นคนรุ่นเก่า ทำให้มีความยากลำบากในการปรับเปลี่ยนสู่การทำเกษตรอินทรีย์  ทั้งนี้ก็เริ่มมีคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มสาวที่สนใจมาทำการเกษตรอินทรีย์ด้วยตัวเองมากขึ้น   เพราะพวกเขาเหล่านี้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ายิ่งคุณผลิตตามวิธีการแบบเกษตรเคมีมากเท่าไรคุณก็มีหนี้มากขึ้นเท่านั้น พวกเขายังมีความห่วงใยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการทำลายหน้าดิน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บ่งบอกว่าการเพาะปลูกเกษตรกรรมแบบใช้สารเคมีไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีกแล้ว

ความท้าทายในระดับภูมิภาคอาเซียนคือการสร้างความร่วมมือ โดยความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้นั้น เราจะต้องมุ่งเรียนรู้ซึ่งกันและกัน คือต้อง รู้จักทั้งตนเองและรู้จักเพื่อน  เป็นสิ่งสำคัญในการเริ่มต้นการทำงานร่วมกัน  ข้อที่ 2 คือ การขยายกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ ทั้งในแง่ผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองเพื่อส่งออก และผู้ผลิตที่มีเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของสังคม การดูแลสิ่งแวดล้อม และการดูแลสภาพอากาศของโลก การดำเนินธุรกิจที่จะต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ผลิต รวมไปถึงภารกิจอื่นๆ ที่เราจะต้องทำเพื่อส่งต่อสังคมที่ดีงามไปสู่คนรุ่นต่อไป และเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคเกษตรอินทรีย์ให้มีความยั่งยืน

Mrs. Girlie Sarmiento จากฟิลิปปินส์  ให้มุมมองว่า ปัจจุบันนี้ สัดส่วนสินค้าเกษตรมีสินค้าอินทรีย์ ประมาณ 20%   ส่วนเกษตรทั่วไป 80%  ควรมีความร่วมมือในการกระตุ้นภาครัฐให้มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรอินทรีย์เป็นกระแสหลัก ไม่ใช่แค่ทางเลือก ต้องเดินหน้าพัฒนายกระดับเกษตรกรให้มุ่งสู่การทำเกษตรอินทรีย์  ข้อจำกัดอีกอย่างคือ คนรุ่นใหม่สนใจด้านการเกษตรน้อยลงทุกที  ดูได้จากจำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย มีจำนวนน้อยมากที่จะสนใจเข้าเรียนคณะเกี่ยวกับการเกษตร

Mr. Sebastian Saragih จากอินโดนีเซีย มีความคิดเห็นว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่การพัฒนาความรู้ของเกษตรกร   แต่ข้อจำกัดคือ  รัฐบาลไม่มีนโยบายหลักในด้านเกษตรอินทรีย์  การส่งเสริมยังทำโดยรวมคืออุดหนุนเกษตรทั่วไป โดยเกษตรอินทรีย์เป็นเพียงส่วนหนึ่ง  ทำให้การพัฒนาให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ยังมีน้อยมาก  ส่วนการทำงานร่วมกันของภาคเกษตรอินทรีย์อาเซียนนั้นในส่วนของภาคเอกชนนั้นมีอยู่แล้ว ทั้งในด้านการค้าและองค์กรพัฒนาเอกชน แต่ยังขาดความร่วมมือในระดับรัฐบาลเพื่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน เวทีแห่งนี้จึงเป็นจุดเริ่มที่ดี ที่จะทำให้เกิดการทางานร่วมกันเพื่อการค้าที่เป็นธรรมและประเด็นอื่น ๆ อีกมากมาย

Mr. Ong Kung Wai จากมาเลเซีย วิเคราะห์ว่าแต่เดิมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในอาเซียนมีเป้าหมายมุ่งสู่การส่งออก  ส่วนในปัจจุบันแม้จะมีการขยายตัวของตลาดภายในประเทศ แต่ก็ยังมุ่งไปที่ตลาดระดับสูง Hi-end หรือ niche market  เกษตรอินทรีย์ยังเป็นเพียงมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ที่ยกระดับราคาให้สูงขึ้น   รัฐบาลเองก็กำกับดูแล ส่งเสริมในมุมมองนี้เช่นเดียวกัน  ไม่ได้มุ่งพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อคนส่วนรวม ยังคงเป็นเกษตรอินทรีย์เพื่อชนชั้น เพราะฉะนั้นการส่งเสริมยังคงเป็นอุปสรรคในตัวมันเอง คือ ยังทำให้เกษตรอินทรีย์นั้น “แพง” สำหรับคนทั่วไป

สิ่งที่เป็นความท้าทายในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน เราสามารถพัฒนาระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้เป็นไปในลักษณะ Smart and Low cost  โดยในระดับท้องถิ่น อาจเป็นระบบการรับรองแบบรวมกลุ่มกันเพื่อรับรองซึ่งการและกัน  ในระดับชาติก็มีการรับรองซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้เมื่อเอื้อประโยชน์ต่อการตลาดภายในประเทศ  ส่วนในระดับสากลก็มีการรับรองเพื่อการส่งออก   โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับมาตรฐานเดียว  แต่แนวคิดนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้ารัฐบาลกุมอำนาจในการตัดสินใจ ภาคประชาชนขาดการมีส่วนร่วม  ทางชาติต่างๆ จะมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งถ้ารัฐบาลไทยส่งเสริมและเปิดกว้างให้ประเทศไทย เป็น Home of Organic อันเป็นเวทีที่เปิดกว้างและสนับสนุนความร่วมมือระดับภูมิภาคให้เกิดขึ้นได้จริง