108 คำถามยอดฮิต

คำถาม-คำตอบข้างล่างนี้ รวบรวมจากคำถามที่มีผู้สอบถามเข้ามาที่ มกท. เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ
ถ้าท่านมีคำถามอื่นที่ยังไม่มีคำตอบ สามารถส่งอีเมล์เข้ามาถามเราได้ที่ [อีเมล์]

มาตรฐาน

ระยะปรับเปลี่ยน
ทำไมต้องมีข้อกำหนดเรื่องระยะปรับเปลี่ยน

เนื่องจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ถูกจัดทำขึ้นโดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วน เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งเกษตกรผู้ผลิต นักสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค ซึ่งแต่ละฝ่ายมีความเห็นต่อเรื่องนี้แตกต่างกันไป เกษตรกร: ระยะปรับเปลี่ยนเป็นช่วงเวลาที่ให้เกษตรกรได้ทดลองปรับเปลี่ยนการบริหาร จัดการผลิตใหม่ ซึ่งเกษตรกรต้องใช้ระยะเวลาเรียนรู้ช่วงหนึ่ง อีกทั้งเป็นการ “วัดใจ” เกษตรกรว่า สามารถทำเกษตรอินทรีย์ได้ต่อเนื่องจริงหรือไม่ นักสิ่งแวดล้อม: ระยะปรับเปลี่ยนเป็นช่วงที่ระบบนิเวศการเกษตรได้ปรับสภาพ จากเดิมที่เสียสมดุลเนื่องจากการใช้สารเคมีการเกษตรและการจัดการฟาร์มที่ไม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น การเตรียมดินด้วยการเผาฟาง) ให้ระบบนิเวศเกษตรได้มีเวลาฟื้นตัวจนเกิดความสมดุล ผู้บริโภค: สารเคมีการเกษตรบางส่วนที่ตกค้างในฟาร์มน่าจะสลายตัวไปตามธรรมชาติ ทำให้มีสารเคมีปนเปื้อนในฟาร์มเกษตรอินทรีย์ลดลง ด้วย เหตุนี้ ระยะปรับเปลี่ยนของแต่ละมาตรฐานจึงแตกต่างกันไป เช่น ระบบเกษตรอินทรีย์ IFOAM กำหนดระยะปรับเปลี่ยนไว้ 12 เดือนสำหรับพืชล้มลุกและ 18 เดือนสำหรับพืชยืนต้น ในขณะที่ระบบเกษตรอินทรีย์ของยุโรปและของแคนาดากำหนดระยะปรับเปลี่ยนไว้ 24 และ 36 เดือน (ตามลำดับ)

เริ่มนับระยะปรับเปลี่ยนเมื่อไหร่

ในการตรวจรับรองของ มกท. ในทุกระบบมาตรฐาน มกท. จะเริ่มนับระยะปรับเปลี่ยนจากวันที่ผู้ประกอบการได้ลงนามในใบสมัครและข้อ ตกลงการข้อรับรองมาตรฐาน (ซึ่งมีการระบุวันที่ไว้ด้วย) แม้ว่าผู้ประกอบการอาจส่งเอกสารใบสมัครให้กับ มกท. ในอีก 2 – 3 วันถัดมา ดังนั้น ผู้ประกอบการไม่ควรลงนามในใบสมัครและข้อตกลงทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานเกินไป เพราะ มกท. อาจไม่ยอมรับวันที่ที่ลงนามเป็นวันเริ่มต้นของระยะปรับเปลี่ยนก็ได้ ใน กรณีของการรับรองแบบกลุ่ม มกท. จะไม่ใช้วันที่ผู้ประกอบการลงนามเหมือนกรณีปกติ แต่จะใช้วันที่ที่ผู้ประกอบการได้ทำสัญญาข้อตกลงกับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกผู้ ผลิต (ภายใต้ระบบควบคุมภายใน) เป็นวันเริ่มต้นระยะปรับเปลี่ยนของสมาชิกผู้ผลิตนั้นๆ แทน และเช่นเดียวกัน เมื่อผู้ประกอบการจัดทำระบบควบคุมภายในแล้วเสร็จ ก็ไม่ควรทิ้งระยะเวลานาน ก่อนที่จะส่งใบสมัครให้กับ มกท. มิฉะนั้น มกท. อาจไม่ยอมรับวันลงนามของสมาชิกผู้ผลิตในสัญญาข้อตกลงเป็นวันเริ่มต้นของระยะ ปรับเปลี่ยนก็ได้

ในช่วงระยะปรับเปลี่ยน ต้องทิ้งที่ดินไว้เปล่าๆ หรือไม่

มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่เข้าใจผิดว่า ในช่วงระยะปรับเปลี่ยนนั้น จะต้องปล่อยที่ดินทิ้งไว้เปล่าๆ ห้ามทำการผลิต ที่จริงแล้ว ในช่วงนี้ ผู้ประกอบการจะทำการผลิตหรือไม่ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะทำการผลิตหรือไม่ ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ขอการรรับรอง และ มกท. จะต้องทำการตรวจฟาร์มดังกล่าวในช่วงระยะปรับเปลี่ยนด้วย

แล้วจะขอลดระยะปรับเปลี่ยนได้หรือไม่

มกท. สามารถพิจารณาลดระยะปรับเปลี่ยนได้ ถ้าบริเวณพื้นที่แปลงดังกล่าวไม่ได้ใช้สารเคมีต้องห้ามในช่วงเวลาที่มาตรฐานกำหนด โดยอาจเป็นพื้นที่ว่างเปล่าหรือเพาะปลูกในระบบเกษตรธรรมชาติมาก่อนก็ได้ ซึ่งหลักฐานที่ มกท. จะใช้ในการพิจารณาลดระยะปรับเปลี่ยน ได้แก่ (1) บันทึกบัญชีฟาร์มที่มีข้อมูลน่าเชื่อถือแสดงกิจกรรมการผลิตและการใช้ปัจจัยการผลิตในฟาร์มก่อนหน้าสมัครขอรับรอง และ/หรือ (2) หนังสือให้คำรับรองจากหน่วยงาน/บุคคลภายนอกที่น่าเชื่อถือ ได้แก่ หน่วยงานองค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันวิชาการ หรือหน่วยงานราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานในพื้นที่นั้น ยืนยันว่า – พื้นที่ฟาร์มไม่มีการใช้สารเคมีต้องห้าม (ระบุระยะเวลา) หรือ – เกษตรกรได้ทำการผลิตตามหลักเกษตรอินทรีย์มาเป็นเวลานาน (ระบุระยะเวลา) นอกจากนี้ ทาง มกท. จะต้องตรวจแปลงที่จะขอลดระยะปรับเปลี่ยนก่อน จึงจะสามารถพิจารณาว่า จะลดระยะปรับเปลี่ยนให้ได้หรือไม่ และลดระยะปรับเปลี่ยนลงเหลือมากน้อยเพียงใด

การตรวจรับรอง

Checklist การสมัคร

• อ่านคู่มือ คู่มือทั่วไปสำหรับผู้ขอรับรอง เพื่อศึกษาและตัดสินใจว่าจะขอรับรองมาตรฐานอะไร และขอบข่ายอะไร

• อ่านและทำความเข้าใจมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ [มาตรฐาน มกท. / IFOAM / EU] ส่วนมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แคนาดา ดูได้ที่ [มาตรฐานแคนาดา]

กระบวนการตรวจสอบรับรองกับ มกท. ต้องเอาผลผลิตวิเคราะห์หาสารเคมีหรือไม่
การตรวจรับรองเกษตรอินทร์ไม่ใช่การตรวจรับรองว่า ผลิตผลนั้นๆ ปลอดจากสารเคมีตกค้างใดๆ แต่เป็นการตรวจรับรองระบบบริหารจัดการผลิต ดังนั้น ผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ก็คือ ผลผลิตที่ได้มาจากกระบวนการผลิตที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในข้อกำหนดของมาตรฐานนั้น มีข้อกำหนดการห้ามสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรทุกชนิด อีกทั้งต้องมีการพยายามป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีจากสภาพแวดล้อมอย่างดีที่สุด เท่าที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ดี มกท. อาจใช้วิธีตรวจวิเคราะห์สารเคมีตกค้างในผลิตผล เพื่อตรวจสอบพิเศษในบางกรณีเท่านั้น

การขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์มีขั้นตอนอย่างไร
  1. เริ่มจากการศึกษามาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่จะขอการรับรอง และอ่านคู่มือการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์กับ มกท.
  2. เมื่อเข้าใจข้อกำหนดเงื่อนไขเกษษตรอินทรีย์แล้ว จึงกรอกเอกสารการสมัคร ตามประเภท (ขอบข่าย) การขอรับรอง พร้อมลงชื่อ
  3. ส่งเอกสารใบสมัครมาที่ มกท.
  4. เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลในใบสมัครว่าครบถูกต้องแล้ว มกท.จะออกใบเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เพื่อให้ผู้สมัครได้ชำระค่าธรรมเนียม ก่อนการไปตรวจ
  5. ผู้ตรวจจาก มกท. เข้าไปตรวจประเมินสถานที่ผลิตและประกอบการ
  6. มกท. จัดส่งรายงานการตรวจให้คุณยืนยันรายงาน
  7. มกท. แจ้งผลการตรวจรับรองให้ทราบ
ขอลดระยะปรับเปลี่ยน โปรแกรมแคนาดา-สหรัฐอเมริกา

ในการตรวจรับรองตามมาตรฐานตามโปรแกรมแคนาดาและสหรัฐอเมริกา มกท. อาจยกเว้นระยะปรับเปลี่ยนให้กับผู้ประกอบการที่ขอการรับรองกับ มกท. ได้ ถ้า

1) ผู้ประกอบการได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์จากหน่วยงานตรวจรับรองที่ มกท. ให้การยอมรับตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ใดๆ ก็ได้ แต่จะต้องได้รับการตรวจรับรองภายใต้โปรแกรมแคนาดาอีกอย่างน้อย 12 เดือนก่อน

2) ในกรณีที่ผู้ประกอบการได้รับการรับรองตามโปรแกรมแคนาดา หรือสหรัฐอเมริกา จากหน่วยรับรองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลแคนาดาหรือสหรัฐอเมริกา และผ่านระยะปรับเปลี่ยนแล้ว มกท. สามารถยกเว้นระยะปรับเปลี่ยนทั้งหมดได้

ทำอย่างไรถึงจะผ่านการรับรองจาก มกท.
มีหัวใจหลักๆ 2 ข้อ

1. มีความเข้าใจและปฏิบัติตามข้อกำหนดในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้และข้อกำหนดการตรวจรับรองของ มกท.

2. มีความมุ่งมั่นในการที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการผลิตให้เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานและการตรวจรับรอง

ไม่มีฟาร์มเป็นของตัวเอง (หรือไม่ได้ทำการผลิตเอง) แต่ได้ว่าจ้างเกษตรกรให้ทำการผลิต (ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เก็บผลผลิตจากป่า) ให้ จะสามารถขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้หรือไม่
สามารถขอการรับรองได้ โดยผู้สมัครจะต้องทำสัญญาว่าจ้างการผลิตกับเกษตรกร และเกษตรกรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกำหนดในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และข้อกำหนดการตรวจรับรอง ที่ มกท. ได้กำหนดไว้ ในกรณีนี้ ผู้ประกอบการที่เป็นผู้สมัครเป็นผู้ได้รับการรับรอง ไม่ใช่เกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง ดังนั้น ผลผลิตที่เกษตรกรนำไปขายเอง จะไม่ถือว่าเป็นผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรอง เฉพาะผลผลิตที่ขายให้กับผู้สมัครที่นั้น จึงถือว่าเป็นผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรอง

การใช้ตรารับรองเกษตรอินทรีย์

จะรู้อย่างไรว่าตราที่ติดอยู่บนฉลากนั้น เป็นตราที่ได้มาจากการรับรองมาตรฐานอินทรีย์อย่างถูกต้อง หรือแค่ไปเอาตรามาใช้ โดยไม่ได้ทำตามมาตรฐานอย่างแท้จริง

โดยเบื้องต้นอาจดูได้จาก ชื่อของหน่วยตรวจรับรอง ที่ระบุไว้ในฉลาก เช่น ได้รับการรับรองจาก มกท. หรือ certified by ACT เพราะโดยปกติ จะมีข้อกำหนดการใช้ฉลากให้ต้องระบุชื่อหน่วยตรวจรับรองไว้ด้วย หรือไม่ก็ต้องมีโค๊ดรหัสของหน่วยตรวจรับรองนั้น เมื่อรู้ว่าได้รับการรับรองจากหน่วยตรวจรับรองใดแล้ว ก็อาจตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับการรับรองจากเว็ปไซต์ของหน่วยงานนั้น หรืออาจโทรไปสอบถามโดยตรงก็ได้

ถ้าได้รับการรับรองจาก มกท. แล้ว จะใช้ตราอะไรได้บ้าง
การใช้ตรารับรองอะไรจะขึ้นอยู่กับระบบการรับรองมาตรฐานที่ผู้ประกอบกาได้สมัครขอการรับรอง เช่น ถ้าขอการรับรองตามระบบสหภาพยุโรป ก็จะใช้ตรารับรองเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรปได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้ตรารับรองของระบบอื่นได้ แต่ถ้าผู้ประกอบการได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์ในระบบใดระบบหนึ่งแล้ว แต่ต้องการใช้ตรารับรองของอีกระบบหนึ่ง ก็จะต้องสมัครขอการรับรองอีกระบบหนึ่งเพิ่มเติม เมื่อได้รับการรับรองเพิ่มเติมแล้ว ก็จะสามารถใช้ตรารับรองของอีกระบบได้
ทำอย่างไรจึงจะใช้ตรารับรองเกษตรอินทรีย์ได้
ผู้ที่จะใช้ตรารับรองเกษตรอินทรีย์ได้ต้องเป็นผู้ประกอบการ ที่ทำการผลิต หรือแปรรูป หรือจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ที่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์กับหน่วยตรวจรับรองแล้ว รวมทั้งได้ทำสัญญาในการใช้ตรารับรองกับหน่วยงานด้วย ผู้ที่ตรารับรองเกษตรอินทรีย์ไปใช้บนผลิตภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และอาจจะถูกดำเนินการตามกฎหมายได้
ยุโรปไม่อนุญาตให้ใช้คำ '100% organic'
ตัวแทนจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้สอบถามคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการใช้ฉลากสินค้าเกษตรอินทรีย์ว่า 100% organic จะสามารถยอมรับได้หรือไม่ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ตอบว่า ไม่อนุญาต เพราะอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์อื่น ที่ไม่ได้ระบุ 100% organic ไม่ได้มีส่วนผสมทั้งหมดที่เป็นเกษตรอินทรีย์ [ข้อมูลจากจดหมายข่าว The Organic Stadnards, issue 147, July 2013]
สามารถขอใช้ตรา มกท. บนป้ายประชาสัมพันธ์ ที่หน้าฟาร์ม (สถานที่ประกอบการ) ที่ได้รับการรับรองแล้ว ได้หรือไม่
ใช้ได้ แต่ต้องส่งต้นฉบับแผ่นภาพนั้นมาให้ มกท. ตรวจสอบและอนุมัตก่อนจัดพิมพ์

การส่งออก

การส่งออกผลผลิตเกษตรอินทรีย์ระยะปรับเปลี่ยนไปสหภาพยุโรป
แม้ว่า มกท. จะให้การรับรองการผลิตเกษตรอินทรีย์ในระยะปรับเปลี่ยนตามมาตรฐานสหภาพยุโรป แต่ผลผลิตดังกล่าวไม่สามารถส่งออกไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปในฐานะผลผลิตเกษตรอินทรีย์ได้ (ตามข้อกำหนดของ EU Reg 125/2013) จึงเพียงแค่ขายเป็นผลผลิตทั่วไปได้เท่านั้น
การส่งออกไปยังยุโรป ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องขออนุญาตนำเข้าแล้วใช่หรือไม่
เนื่องจาก มกท.ได้รับการประกาศให้อยู่ในรายชื่อหน่วยงานรับรองภายใต้ระบบ equivalence จากสหภาพยุโรปแล้ว (ตามระเบียบ 1267/2011 และ 508/2012) ซึ่งระเบียบนี้บังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 และอนุญาตให้มีการนำเข้าสินค้าอินทรีย์ที่มกท.​รับรอง โดยไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าอีกต่อไป แต่ยังคงต้องออก COI กำกับสินค้าแต่ละครั้งเช่นเดิม ลูกค้าสามารถเช็คได้จากระเบียบดังกล่าว (ชื่อ มกท. อยู่หน้า 19 ของ 1267/11 และหน้า 41 ของ 508/12) และให้อ้างถึง CB code ใหม่ของ มกท. คือ TH-BIO-121 แทนรหัสเก่า (TH-BIO-649)
การออก Transaction Certificate กรณีที่ลูกค้าผู้นำเข้าในยุโรปได้รับการรับรองจากหน่วยตรวจรับรองในยุโรปอยู่แล้ว ยังจำเป็นต้องใช้ Transaction Certificate อีกหรือไม่ ใครจะเป็นผู้ขอและออกเอกสารดังกล่าว?
ยังจำเป็นต้องใช้ Transaction Certificate ทุกครั้งเมื่อมีการส่งสินค้าอินทรีย์ไปที่สหภาพยุโรป ผู้ที่ต้องขอ Transaction Certificate คือผู้ส่งออก และเอกสารจะออกโดย CB ของผู้ส่งออก ซึ่งในกรณีนี้คือ มกท.
บริษัทที่ขอรับรองอยู่ในประเทศไทย ได้รับการรับรองมาตรฐาน EU จาก มกท. สามารถใช้ตรารับรอง USDA ภายใต้ข้อตกลงระหว่างประเทศ EU และสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่
แม้ว่าทางกระทรวงเกษตรสหรัฐจะได้มีข้อตกลงกับสหภาพยุโรปในการยอมรับการตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ครอบคลุมสินค้าที่ผลิตนอกสหภาพยุโรป (หรือสหรัฐอเมริกา) ซึ่งต่างจากข้อตกลงที่สหรัฐทำกับแคนาดา ที่ยอมรับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ผลิต-แปรรูป-บรรจุภายนอกประเทศทั้งสองด้วย ดังนั้น สินค้าที่ได้รับการรับรองตามระบบเกษตรอินทรีย์ยุโรปจึงไม่สามารถได้รับการรับรองตามระบบของสหรัฐอเมริกาได้ ผู้ประกอบจะต้องขอการตรวจรับรองตามระบบของสหรัฐอเมริกาเพิ่ม (ในกรณีการสมัครขอการรับรองกับ มกท. จะต้องขอรับรองตามระบบแคนาดาก่อน แล้วจึงจะได้รับการรับรองตามระบบสหรัฐอเมริกาเป็นของแถม)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรองเกษตรอินทรีย์ของแคนาดาได้ที่ [ลิงค์] และของสหรัฐอเมริกา [ลิงค์]

ลูกค้าต้องการขอรับรองปลาอินทรีย์ส่งออกไปยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และฮ่องกง เป็นปลาที่เลี้ยงได้ทั้งในน้ำจืดและน้้ำทะเล มกท. ให้การรับรองมาตรฐานสัตว์น้ำเพื่อส่งไปขายที่ยุโรปและสหรัฐฯ ได้หรือไม่
มกท. ให้การรับรองสำหรับมาตรฐานยุโรปได้ แต่สำหรับอเมริกา เนื่องจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) ไม่ครอบคลุมเรื่องสัตว์น้ำ จึงยังไม่มีการรับรอง
สินค้าได้รับรองจาก มกท. สามารถส่งออกไปยังประเทศไหนได้บ้าง

โปรแกรมที่ มกท. ให้การตรวจสอบและรับรองปัจจุบัน สามารถช่วยคุณส่งสินค้าไปยังประเทศกลุ่มยุโรป รวมถึงสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศแคนาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศกลุ่มเอเชีย รวมถึงประเทศไต้หวัน (อาจมีข้อยกเว้นในบางประเทศที่มีกฎระเบียบอินทรีย์ เช่น จีน)

ระยะเวลา-ค่าใช้จ่าย

การตรวจรับรองใช้เวลานานเท่าไหร่จึงจะทราบผล
โดยทั่วไป จะใช้เวลาประมาณ 120 วันทำการ หรือ 3 – 4 เดือน นับจากวันที่ชำระค่าธรรมเนียมการตรวจรับรอง

ปัจจัยการผลิต

จุลินทรีย์บาซิลลัส (Bacillus sp.)

เป็นจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช อนุญาตให้ใช้ได้ในทุกโปรแกรม ในกรณีที่เป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายในเชิงการค้า ต้องตรวจสอบว่า

* ไม่ใช่จุลินทรีย์ที่ดัดแปลงพันธุกรรม โดยการขอจดหมายรับรองจากบริษัทผู้ผลิต
* ในบางกรณี พบความเสี่ยงในการปนเปื้อนสารเคมีด้วย

น้ำอามิ (น้ำเหลือทิ้งจากการผลิตผงชูรส) และกากตะกอนจากโรงงานผงชูรส

IFOAM Programme: ไม่อนุญาตให้ใช้น้ำอามิและกากตะกอนเป็นปุ๋ยหรือสารปรับปรุงดินเนื่องจาก

(ก) ความเสี่ยงในการปนเปื้อนจุลินทรีย์ดัดแปลงพันธุกรรม และ

(ข) ความเสี่ยงในการมีส่วนผสมของปุ๋ยยูเรียในกระบวนการหมัก

EU Programme: เหมือน IFOAM Programme

CANADA Programme: น้ำอามิและกากตะกอนเข้าข่ายเป็น Stillage และเป็น Ammmonium stillage ซึ่งไม่อนุญาตให้ใช้

ไคติน, ไคโตซาน

IFOAM Programme: อนุญาตให้ใช้เฉพะ “ไคติน” ไม่ได้อนุญาตให้ใช้ “ไคโตซาน” และไคตินนั้นจะต้องได้มาด้วยกระบวนการ hydrolysis ที่ไม่ใช่กรด

Canada Programme: ไม่ได้กล่าวถึงไว้ แต่จากการประเมินของ OMRI อนุญาตให้ใช้ไคตินได้ แต่ไม่อนุญาตให้ใช้ไคโตซาน