เกษตรอินทรีย์แตกต่างอย่างไร?

เกษตรอินทรีย์ หมายถึงการทำงานร่วมกับธรรมชาติ มิใช่การฝืนธรรมชาติ ซึ่งหมายรวมถึงการปฏิบัติระดับสูงในด้านความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์ในฟาร์ม ระดับการใช้สารกำจัดแมลงต่ำ ไม่มีสารเคมีกำจัดวัชพืช หรือ ปุ๋ยเคมี และยังมีการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในอีกหลายรูปแบบ

การทำเกษตรอินทรีย์และการผลิตอาหารอินทรีย์ นั้นไม่ง่ายเลยและต้องใช้ความมุ่งมั่นและความใส่ใจในรายละเอียดอย่างจริงจัง แต่ต้องได้รับการตรวจสอบย้อนกลับโดยหน่วยตรวจรับรองอิสระอาหารอินทรีย์จะต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จากฟาร์มจนถึงโต๊ะอาหาร ทำให้คุณมั่นใจได้จริงที่จะกินอาหารนั้นเข้าไป  มาตรฐานสำหรับอาหารอินทรีย์จะมีข้อกำหนดที่ชัดเจนและเข้มงวด กว่าที่จะติดฉลากสินค้าออร์แกนิคบนบรรจุภัณฑ์ได้  จะต้องผลิตขึ้นโดยใช้ปัจจัยการผลิตที่มาจากธรรมชาติ ใช้พลังงานน้อยและคำนึงถึงความเป็นอยู่ของสัตว์ ซึ่งก็เป็นแหล่งที่มาของปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ในฟาร์ม

เราอยากรู้กันบ้างหรือไม่ว่ามีอะไรอยู่ในอาหารของเราบ้าง การหลีกเลี่ยงยาฆ่าแมลงและสารปรุงแต่งในอาหาร ควรเป็นจุดที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้ออาหาร ไม่ว่าคุณจะซื้ออะไรตั้งแต่สำลีปั่นหูไปจนถึงแครอต เมื่อคุณเลือกอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอางหรือสิ่งทอที่ผลิตแบบอินทรีย์ คุณกำลังเลือกผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนให้โลกดีขึ้น

อาหารอินทรีย์มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ฟาร์มเกษตรอินทรีย์และบริษัทผลิตอาหารทั้งหลายได้รับการตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งว่าเป็นไปตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือไม่ ในขณะที่ฟาร์มเกษตรทั่วไปมีการใช้สารกำจัดแมลงมากถึง 300 ชนิด และถูกตรวจพบในอาหารทั่วไป

ลดความเสี่ยงต่อยาฆ่าแมลง

การผลิตอาหารโดยทั่วไปนั้นมีการใช้สารเคมีอย่างแพร่หลาย เกิดการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หนทางที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงต่อยาฆ่าแมลงในอาหารของคุณคือการบริโภคสินค้าอินทรีย์  อาหารอินทรีย์ที่ได้รับการตรวจรับรองทั้งผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์นมและเนื้อสัตว์ มีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนยาฆ่าแมลงน้อยกว่า

การใช้ยาฆ่าแมลงนั้นไม่ได้ส่งผลต่อแมลงเป้าหมายเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่ได้รับพิษจากมันโดยตรง ทั้งปนเปื้อนในแหล่งน้ำ หรือแม้กระทั่งทำลายระบบนิเวศน์ หลายคนอาจไม่ตระหนักว่า ยาฆ่าแมลงกว่า 300 ชนิดได้ถูกใช้ในการทำเกษตรทั่วไป และปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไปแม้จะผ่านการล้างทำความสะอาดและผ่านการปรุงสุกแล้ว

มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ไม่อนุญาตให้ใช้สารกำจัดแมลงสังเคราะห์ และห้ามโดยสิ้นเชิงไม่ให้ใช้สารกำจัดวัชพืช เช่น ไกลโฟเสต แต่อนุญาตให้ใช้สารกำจัดแมลง 20 ชนิดที่ได้จากส่วนประกอบธรรมชาติ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง

ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ลดการแทรกแซงธรรมชาติ โดยการปลูกพืชหมุนเวียนและสร้างความหลากหลายโดยเลือกพืชที่ต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืช เกษตรกรอินทรีย์จึงสามารถจะลดปัญหาโรคพืช และลดความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีลง

  • ไกลโฟเสตในขนมปัง ไกลโฟเสตเป็นสารประกอบเคมีรุนแรงในผลิตภัณฑ์ราวนด์อัพของมอนซานโต ที่ใช้ในการฆ่าหญ้ากันทั่วโลกรัฐบาลอังกฤษได้ยืนยันข้อมูลว่าในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรในประเทศได้ใช้ไกลโฟเสตมากขึ้นถึง 400% นอกจากจะใช้ฆ่าหญ้าแล้ว โรงงานอุตสาหกรรมยังแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสาลี พ่นไกลโฟเสตเพื่อทำให้ข้าวตายและแห้งจะได้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว

ไกลโฟเสตจะติดตามเมล็ดข้าวสาลีไปอยู่ในอาหารในที่สุด จากการทดสอบการปนเปื้อนของสารกำจัดแมลงในอาหารพบว่า เกือบ 2 ใน 3 ของขนมปังตรวจพบไกลโฟเสต แต่ผู้ผลิตไกลโฟเสตยังยืนยันว่า “อยู่ในระดับที่ปลอดภัย”  ในขณะที่รายงานจากหน่วยงานค้นคว้าวิจัยโรคมะเร็งขององค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อสรุปแล้วว่า ไกลโฟเสต  มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นสารก่อมะเร็ง รายงานได้ตีพิมพ์ และชี้ให้เห็นว่า ไม่มีระดับปลอดภัยสำหรับไกลโฟเสตในอาหาร เราต้องเอายาฆ่าหญ้าออกจากอาหาร และจากร่างกายของเรา การใช้ไกลโฟเสตและผลิตภัณฑ์ที่มีไกลโฟเสตเป็นส่วนประกอบในการปฏิบัติก่อนการเก็บเกี่ยวเป็นหลักการที่ผิดมหันต์ และเราต้องเรียกร้องให้ยุติการกระทำเช่นนี้ทันที

  • สารกำจัดแมลง กลุ่มนีโอนิโคตินอยด์  มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า สารกำจัดแมลง กลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ หรือ นีโอนิค ส่งผลต่อการลดลงของผึ้ง และแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่าง นก ไส้เดือน รวมถึงแมลงที่มีวงจรชีวิตในน้ำด้วย เพราะมันคือ ยาฆ่าแมลงทั้งระบบ (Systematic Pesticide) ไม่เหมือนกับยาฆ่าแมลงชนิดอื่นๆ ซึ่งติดอยู่แค่พื้นผิว แต่นีโอนิคจะถูกดูดซึมเข้าสู่ต้นพืช ไม่ว่าจะฉีดพ่นกับต้นพืชหรือใช้เคลือบเมล็ดพันธุ์ก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่ทุกส่วนของพืชขณะที่มันเจริญเติบโต

เมื่อสัตว์กินส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชเข้าไปตั้งแต่ราก ใบ ผล ดอก และละอองเกสร มันก็จะได้รับสารเคมีเหล่านี้เข้าไปด้วย ดูเผิน ๆ แล้ว นีโอนิคน่าจะให้ผลในการกำจัดเป้าหมายที่ตรงเป้ามากกว่ายาฆ่าแมลงชนิดอื่น แต่จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า มีเพียง 5 % เท่านั้นที่พืชที่ปลูกดูดซึมได้ อีก95% ตกค้างอยู่ในดิน น้ำใต้ดิน อากาศ และพืชอื่นๆ ในระบบนิเวศโดยรอบ รวมถึงดอกไม้ป่าและไม้พุ่ม และทำลายผึ้ง ผีเสื้อ นก และสัตว์อื่นๆ

จากการวิจัยในผึ้ง พบว่าการปนเปื้อนพิษในธรรมชาติของสารกำจัดแมลงเหล่านี้สร้างผลลัพธ์ที่น่าเป็นห่วง มีประจักษ์พยานว่ามันเป็นอันตรายต่อแมลงน้ำ นก และผีเสื้อ และส่งผลกระทบร้ายแรงเต็มขั้นต่อระบบนิเวศน์สัตว์ป่า

สัตว์ป่าได้รับผลกระทบเมื่อมันกินพืชที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงชนิดนี้ รวมทั้งเมล็ด เกสร และน้ำหวานดอกไม้  ผลการวิจัยยังพบว่า ยาฆ่าแมลงแบบนีโอนิคไม่ได้ส่งผลเดี่ยวๆ  จากการสำรวจดอกไม้ป่าที่อยู่ใกล้แปลงเกษตรเคมีที่ฉีดพ่นนีโอนิค พบว่าดอกไม้ป่ามักจะปนเปื้อนยาฆ่าแมลงไม่ใช่แค่ชนิดเดียว และยาฆ่าแมลงหลายชนิดผสมกัน  การผสมกันของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ส่งผลเป็นพิษรุนแรงขึ้นถึง 1000 เท่ามากกว่าการใช้แค่นีโอนิคเพียงอย่างเดียว  ปัจจุบัน สหภาพยุโรปได้ประกาศห้ามการใช้สารเคมีกลุ่มนี้โดยถาวร

หยุดการตัดแต่งพันธุกรรม หยุดคำสัญญาที่ว่างเปล่า กับอันตรายที่แท้จริง

อุตสาหกรรมตัดแต่งพันธุกรรมได้ประกาศตัวว่าพืชตัดแต่งพันธุกรรมจะปฏิวัติเกษตรกรรม แก้ปัญหาความหิวโหยในโลกนี้ แต่คำสัญญานั้นไม่เคยเป็นจริง  การให้คำสัญญาถึงผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการที่สูงขึ้น แต่ไม่สามารถแม้แต่จะผลิตตัวอย่างที่จะขายได้จริงทางการค้า คำอวดอ้างถึงสายพันธุ์พืชที่ต้านทานแมลงศัตรูพืช ทนต่อการความเสียหาย ทนน้ำท่วม ทนเค็ม ที่สามารถผลิตได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพด้านต้นทุน ผ่านเทคนิคการตัดแต่งพันธุกรรม ล้วนแต่ไม่เคยเข้าใกล้ความเป็นจริงเลย

พืชตัดแต่งพันธุกรรมที่ผลิตออกมาเป็นการค้าส่วนใหญ่ถูกผลิตโดยสามบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ – มอนซานโต้, ซินเจนต้า และไบเออร์  ทั้งๆ ที่ผู้โปรโมตการตัดแต่งพันธุกรรมได้ให้คำสัญญาว่าจะนำไปสู่การลดการใช้ยาฆ่าแมลง ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม: การใช้ไกลโฟเสตของมอนซาสโต้นั้นพุ่งทะยานขึ้นเป็นยากำจัดวัชพืชที่ใช้กันมากที่สุดในโลก เมื่อมีการเปิดตัว พืชตัดแต่งพันธุกรรมที่สามารถต้านทานไกลโฟเสต และพืชเหล่านี้ก็ได้สร้างให้เกิดวัชพืชที่ต้านทานยาฆ่าแมลงขึ้น ทำให้เกษตรกรติดกับดักหลุมพรางต้องใช้ยาฆ่าหญ้าราคาแพงเหล่านี้เพิ่มขึ้น โดยได้ประโยชน์มีเพียง บริษัทเคมีภัณฑ์เหล่านี้เท่านั้นเอง

ในขณะที่ต้นทุนที่เกษตรกรต้องจ่ายเพื่อใช้ยาฆ่าแมลงอันตรายมากขึ้นๆ อุตสาหกรรมตัดแต่งพันธุกรรมยังกีดกันเกษตรกรจากการเก็บเมล็ดพันธุ์ แต่ต้องซื้อจากบริษัทแทน  เพราะนอกจากพืชตัดแต่งพันธุกรรมจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้แล้ว แต่มันยังส่งผลต่อเกษตรกรที่ไม่ได้ใช้พืชตัดแต่งพันธุกรรมแต่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อน

นอกจากนี้ ปศุสัตว์ในระบบทั่วไปในอังกฤษ ถูกเลี้ยงด้วยอาหารจากพืชตัดแต่งพันธุกรรมก็เป็นเรื่องที่น่าวิตก  แม้แต่ผลวิจัยจากภาคอุตสาหกรรมเองยังชี้ว่า อาหารสัตว์จากการตัดแต่งพันธุกรรมนั้นเป็นอันตราย พืชตัดแต่งพันธุกรรมเหล่านั้นยังส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ปลูกในอเมริกาเหนือและใต้ เนื่องจากการพ่นราวนด์อัพ ที่มีส่วนผสมหลักคือไกลโฟเสตแบบปูพรมเป็นพื้นที่กว้าง

ความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยง 

ออร์แกนิคหมายถึงมาตรฐานสูงสุดสำหรับความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยง  สัตว์เลี้ยงอินทรีย์จะต้องไม่มีการให้ยา สารปฏิชีวนะ และยาถ่ายพยาธิ และต้องเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสระ มีพื้นที่ว่างที่มีสัดส่วนเหมาะสมกับจำนวนสัตว์ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและการติดโรค  เลี้ยงด้วยอาหารที่เป็นธรรมชาติ ปลอดจีเอ็มโอ  ต้องมีทุ่งหญ้าหรือแปลงพืชอาหารสัตว์ที่เป็นอินทรีย์ ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติ และห้ามใช้สารเคมีกำจัดแมลง และในการเลี้ยงสัตว์ต้องไม่มีการให้ยาปฏิชีวนะและยาฆ่าพยาธิ

ลดความเสี่ยงจากการใช้ยาปฏิชีวนะ

การใช้ยาปฏิชีวนะแม้จะมีประโยชน์ในการรักษาโรคและอาการติดเชื้อ แต่ผลลัพธ์จากการใช้ยาเหล่านี้มากเกินไป คือการเกิดขึ้นและแพร่กระจายของแบคทีเรียสายพันธุ์ที่สามารถต้านทานยาปฏิชีวนะเหล่านี้ ทำให้การติดเชื้อธรรมดาๆ กลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในที่สุด

เพราะฉะนั้นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงลงไปสู่ระดับหลักการการทำเกษตรกรรมของเรา สุขอนามัยที่ดี ในที่อยู่อาศัยและการเลี้ยงสัตว์เป็นอันดับแรกที่ควรให้ความสำคัญก่อนเพื่อที่จะลดการใช้ยาปฏิชีวนะลง

ดีต่อทุกชีวิตในระบบนิเวศ

ฟาร์มเกษตรอินทรีย์เป็นดังสวรรค์ของเหล่าสัตว์ เป็นบ้านสำหรับผึ้ง นก และผีเสื้อ เกษตรกรเกษตรอินทรีย์จึงเป็นดั่งผู้ดูแลสรรพสัตว์โดยการจัดการดูแลระบบนิเวศถิ่นที่อยู่ของเหล่าสัตว์ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉลี่ย พืช แมลง และนก  ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ยังเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  อีกหลากหลายสายพันธุ์

·       ผึ้ง สำคัญอย่างไร? ผึ้งเป็นหนึ่งในสัตว์มหัศจรรย์ของโลก เมื่อผึ้งบินไปตอมดอกไม้ดอกแล้วดอกเล่า เพื่อเก็บเอาน้ำหวาน สิ่งที่มันให้กลับมาคือ ช่วยให้กับการผสมละอองเกสรดอกไม้  ซึ่งพืชหลายๆ ชนิด ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ถ้าไม่มีผึ้งหรือตัวช่วยผสมเกสร  มันจึงเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาซึ่งกันและกันของผึ้งและดอกไม้ที่ช่วยอีกฝ่ายให้สืบต่อเผ่าพันธุ์  ตามข้อมูลความเป็นจริงแล้ว 1 ใน 3 ของอาหารที่เรากินขึ้นอยู่กับผู้ผสมเกสร เพราะฉะนั้นงานของพวกมันจึงสำคัญต่อมนุษย์อย่างไม่น่าเชื่อ

เป็นที่รู้กันว่าผึ้งมีบทบาทสำคัญในการผสมเกสรดอกไม้ทั้งผักและผลไม้  แต่ไม่เพียงเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และผึ้งคือหนึ่งในความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุด ในความสัมพันธ์ระหว่ามนุษย์กับสัตว์บนโลกใบนี้  ครึ่งทศวรรษหลังผึ้งถูกทำร้ายด้วยยาฆ่าแมลง  โรคภัยและการสูญเสียถิ่นที่อยู่ เห็นได้จากจำนวนผึ้งที่ลดลงมาก  แต่การทำเกษตรอินทรีย์และเปลี่ยนเรือกสวนไร่นาของเราให้เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการช่วยสร้างถิ่นที่อยู่สำหรับนักผสมเกสรเหล่านี้

ดีต่อโลก

เกษตรอินทรีย์  คือการร่วมมือกับธรรมชาติ ไม่ใช่ฝืนธรรมชาติ  ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำเกษตรทั่วไป หรือ ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติอย่าง น้ำและสุขภาพของดิน

เกษตรกรรมเคมีเข้มข้นนั้นทำให้เกิดการพังทลายของดิน การปนเปื้อนสารเคมีในแหล่งน้ำ  และยังทำให้เกิดวัชพืชและแมลงสายพันธุ์ที่ทนต่อยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงมากขึ้น  ในทางกลับกันการทำเกษตรอินทรีย์นั้นไม่ได้พึ่งพาปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีกำจัดแมลง ย่อมช่วยลดการปนเปื้อนในน้ำและดินได้อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งมีชีวิตอยู่รอด เกษตรอินทรีย์ยังหมายถึงลมหายใจของอากาศสดชื่น

  • การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คิดเป็น 1 ใน 3 ที่มาสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก  การทำเกษตรอินทรีย์จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยช่วยเพิ่มการสะสมคาร์บอนในดิน โดยลดการใช้ปุ๋ยแร่ธาตุ  ดินที่มีสุขภาพดีจะดูดซับคาร์บอนไว้มากกว่า 3 เท่าของบรรยากาศ  และมากกว่า 5 เท่าของป่าไม้ ถ้าฟาร์มทั้งประเทศเปลี่ยนไปทำเกษตรอินทรีย์ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้เกือบเท่าๆ กับการปล่อยก๊าซจากรถยนต์ 1 ล้านคัน

เมื่อการทำเกษตรอินทรีย์ช่วยทำให้ดินมีสุขภาพที่ดีขึ้น ทำให้ต้านทานต่อการพัดพา น้ำท่วมและผลกระทบอื่นๆ จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ  เกษตรกรเลือกปลูกพืชที่มีความหลากหลายและสามารถต้านทานแมลงและโรคพืชได้ตามธรรมชาติ เพื่อลดปัญหาโรคพืชโดยไม่ต้องใช้สารเคมี การปลูกพืชหมุนเวียนช่วยหยุดวงจรของโรคและศัตรูพืชและช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ในดิน

  • ปกป้องการสูญสลายของดิน ดินเป็นทรัพยากรที่ไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ การอนุรักษ์ดินจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนในอนาคต  การผลิตแบบอินทรีย์ช่วยยืดอายุดิน  เพิ่มความอุดมสมบูรณ์และรักษาคุณภาพน้ำ  เกษตรกรอินทรีย์ ช่วยพัฒนาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และปลูกพืชแบบผสมผสาน
คุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่าง

วิถีการผลิตนั้นส่งผลต่อคุณภาพของอาหารที่เรากิน จากงานวิจัยด้านโภชนาการของประเทศอังกฤษ  พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างอาหารจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์และจากทั่วไป  โดยพบว่าพืชอินทรีย์ อย่างผักและผลไม้มีคุณค่าอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า 18-69% และปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักต่ำกว่า พืชที่ปลูกโดยระบบทั่วไปถึง 60 % นมและเนื้อออร์แกนิค มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงกว่าถึง 50% และมีไขมันอิ่มตัวต่ำกว่า

ทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงในอาหาร ทำได้ด้วยการบริโภคอาหารออร์แกนิค  อาหารออร์แกนิคที่ผ่านการตรวจสอบรับรอง ทั้งผลไม้ ผัก มีโอกาสน้อยกว่าที่จะพบสารปนเปื้อน  ผู้คนส่วนมากยังไม่ตระหนักว่ามีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชมากกว่า 320   ชนิดในฟาร์มเกษตรเคมี และสุดท้ายก็อยู่ในอาหารทั่วไปนั่นเอง

ทำไมเกษตรอินทรีย์ใช้ต้นทุนสูงกว่า?

ผลิตภัณฑ์อาหารใดๆ ที่ติดฉลากออร์แกนิคจะต้องผ่านการตรวจรับรองตามมาตรฐานที่กำหนดอย่างเข้มงวดว่าอะไรที่เกษตรกรและผู้ผลิตสามารถปฏิบัติได้ และปฏิบัติไม่ได้ในการผลิต  แม้ว่าอาหารออร์แกนิคแพงกว่าอาหารทั่วไป  ก็มีวิธีที่ทำให้ต้นทุนต่ำลง  ในความเป็นจริงอาหารออร์แกนิคไม่ได้แพงกว่าเสมอไป ปัญหาใหญ่คือ ต้นทุนที่แท้จริงของอาหารไม่ได้ถูกแสดงอยู่ในราคาสินค้า ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ อาหารที่ถูกผลิตด้วยกรรมวิธีที่ทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษ หรือทำให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะในผู้คน อาจจะดูราคาถูกในร้านค้า แต่ราคาจริงที่เราต้องจ่ายนั้นจริงๆ แล้วแพงกว่านั้นมาก

ในขณะที่ถ้าคุณจ่ายเพื่อสนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์ในการดูแลสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยง ในขณะที่ต้นทุนในการทำเกษตรด้วยปุ๋ยเคมีและสารเคมีเพิ่มสูงขึ้น  ช่องว่างของราคาระหว่าง ออร์แกนิคและทั่วไปย่อมแคบลง