Organic 3.0 เพื่อเกษตรกรรมและการบริโภคที่ยั่งยืน

การเติบโตของเกษตรอินทรีย์นั้นมีความเป็นมาประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา  ในยุคบุกเบิกนั้นเริ่มต้นขึ้นโดยกลุ่มคนที่มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวิถีชีวิต การกิน และการทำเกษตร  สุขภาพของเราและของโลกใบนี้ ช่วงเวลาของการเกิดขบวนการเคลื่อนไหวเกษตรอินทรีย์โลก เป็นที่มาของ IFOAM – Organics International ซึ่งเป็นร่มใหญ่ของขบวนการเคลื่อนไหวทางด้านเกษตรอินทรีย์ของโลกในปัจจุบันนั้นก่อตั้งขึ้นจากการประชุมเกษตรกรอินทรีย์ทั่วโลกครั้งใหญ่ครั้งแรกที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี คศ.1977

เกษตรกรอินทรีย์รุ่นบุกเบิก เรียกยุคบุกเบิกนี้ว่า Organic 1.0  ตามด้วย Organic 2.0 ซึ่งเกิดขึ้นการประชุมครั้งนี้และต่อมาอีกหลายครั้ง ที่ก่อให้เกิดกฎเกณฑ์และวิถีปฏิบัติที่ก่อรูปก่อร่างของมาตรฐาน ข้อกำหนด และตลาดของเกษตรอินทรีย์โลกขึ้นมา อย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้

Organic 2.0 ได้ทำให้วิสัยทัศน์ของคนรุ่นบุกเบิกเป็นจริงขึ้นมาในทางปฏิบัติ เกษตรอินทรีย์ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคเพื่อละเลิกจากวิถีเดิมที่ไม่ยั่งยืน  ประจักษ์พยานเชิงบวกที่เกิดขึ้นอย่างกว้างกวาง มีตั้งแต่ สุขภาพของผู้บริโภค ความหลากหลายทางชีวภาพ  ความเป็นอยู่ของสัตว์ และส่งเสริมวิถีชีวิตที่ดีให้กับผู้ผลิต  มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สามารถควบคุมได้โดยรัฐหรือองค์กรเอกชนโดยการกำหนดความต้องการขั้นต่ำของการผลิตและการแปรรูปแบบอินทรีย์  อย่างไรก็ตาม ก็ยังยากที่จะครอบคลุมหลักการหลักของปรัชญาเกษตรอินทรีย์ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหลักการด้านสุขภาพ, นิเวศวิทยา, ความเท่าเทียมและความใส่ใจ

กฎเกณฑ์และข้อกำหนดของ Organic 2.0 ยังส่งผลให้ขบวนการเกษตรอินทรีย์ต้องเผชิญความกดดันสองประการ

ประการแรกได้แก่ การทำให้เกิดการกีดกันเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แต่ไม่ได้ขอการรับรองเกษตรอินทรีย์ (organic certification) ที่เป็นเกษตรกรรายย่อย มีที่ดินแปลงเล็ก ซึ่งมักเป็นเกษตรกรผู้หญิง  ในประเทศด้อยพัฒนาในซีกโลกใต้ ซึ่งเป็นกำลังหลักในการผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก

ประการที่สอง จำกัดโอกาสในการสร้างความเชื่อมโยงกับแนวทางสู่ความยั่งยืนอื่นๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันแต่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน ได้แก่ วนเกษตร, การค้าที่เป็นธรรม, ขบวนการอาหาร ขบวนการเกษตรกรรายย่อย, ชุมชนเกษตรกรรม หรือเกษตรในเมือง เป็นต้น

ถึงแม้ว่าความสำเร็จของขบวนการเกษตรอินทรีย์จะโดดเด่นและเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก ในความเป็นจริง  หนึ่งศตวรรษของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ระบบเกษตรอินทรีย์แบบตรวจรับรองมีสัดส่วนเพียงแค่ 1% ของพื้นที่การเกษตรและสัดส่วนการบริโภคของโลก  ในฐานะขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลง เราคงต้องตัดสินใจแล้วว่า ทำอย่างไรจะขยายฐานและเชื่อมโยงเกษตรอินทรีย์สู่เกษตรกรและผู้บริโภควงกว้าง

เกษตรกรรมคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประเด็นเรื่องผู้หิวโหย ความไม่เท่าเทียม การบริโภคพลังงาน มลพิษ สภาวะอากาศโลก การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ  ยังไม่รวมถึงปัจจัยด้านบวกต่อสิ่งแวดล้อมหลายประการ ประโยชน์ของเกษตรกรรมยั่งยืนต่อสังคมและเศรษฐกิจที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของโลก ถ้าเกษตรกรรมกระแสหลักเปลี่ยนแปลงมาสู่ทิศทางของวิถีการปฏิบัติและหลักการของเกษตรอินทรีย์มากขึ้น  Organic 2.0 ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ในปัจจุบันเกษตรอินทรีย์ยังไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะเยียวยาปัญหาในระดับโลกได้เลย   เพราะฉะนั้น แนวคิด Organic 3.0  จึงได้เรียกร้องให้เกิดวิถีการปฏิบัติและกระบวนทัศน์ที่ก้าวข้ามไปสู่ยุคใหม่ของเกษตรอินทรีย์

ล่าสุด IFOAM – Organics International ได้เผยแพร่เอกสารแนวคิด Organic -3.0 เพื่อนำเกษตรอินทรีย์ออกจากวงจำกัดในตลาดสินค้าเฉพาะกลุ่มอย่างในปัจจุบันไปสู่กระแสหลัก และวางตำแหน่งระบบการผลิตแบบอินทรีย์เป็นทางออกในการแก้ปัญหาความท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่โลกและทุกสิ่งมีชีวิตในโลกนี้กำลังเผชิญอยู่

หลังจากการเปิดตัวครั้งแรก ที่งาน the Goesan International Organic Expo เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2558  ทาง IFOAM – Organics International ก็ได้เปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียทั่วโลกเพื่อร่วมกันขัดเกลาและปรับปรุงแนวคิดและเนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ ซึ่งได้รับการตอบรับในแง่บวกอย่างท่วมท้น โดยมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ที่นำมาปรับปรุงเอกสารจนได้ฉบับปรับปรุงล่าสุดแล้ว และจะมีการทำเป็นข้อสรุปเพื่อใช้เป็นคำประกาศหมุดหมายสำคัญในวงการเกษตรอินทรีย์โลก (Organic Landmark) ในที่ประชุมสมัชชาในประเทศอินเดียในเดือนพฤศจิกายน 2560 นี้

ทุกท่านสามารถดาวน์โหลดเอกสารดังกล่าวได้ที่นี่